Jim Ka Jui Gang ตะลุยมาเก๊า - ฮ่องกง ตอนที่ 2 By Moshi Moshi

ตอน ตะลุยมาเก๊า 1 วันแบบเต็มๆ

                 ตอนที่แล้ว รู้จักสมาชิกชาว The Gang ของโมชิกันไปแล้ว เป็นยังไงคะแค่โมชิคิดถึงแต่ละคนแล้วเนี่ยความสนุกก็เกิดขึ้นมาเลยหล่ะค่ะ เพื่อนๆของโมชิแต่ละคนในทริปนี้  

               วันแรกของการเดินทางเราลงเครื่องที่มาเก๊าค่ะ ลงเครื่องปุ๊บเจ้าหมูบินก็ใช้ความชำนาญ พาพวกเราไปหา   ที่รับฝากกกระเป๋า ในบรรดาพวกเราทั้งสี่คน มีเจ้าหมูบินคนเดียวที่เคยมาลงที่มาเก๊า ที่เหลือเหมือนต่างด้าวอพยพค่ะ  ดูเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงยังไงไม่รู้  โดยเฉพาะกระเป๋าของเพื่อนสมาชิกจิกกี๋ที่ดูยังไงก็ให้ความรู้สึกเหมือนว่าอยู่   หมอชิตมากกว่าสนามบินมาเก๊า พวกเราฝากกระเป๋าไว้ที่สนามบินก่อนเดินตัวปลิวไป City Tour มาเก๊า โดยอันดับแรก เดินไปหาที่จอดรถไปเดอะเวเนเชี่ยน ซึ่งหาไม่ยากเลยค่ะ มีรถออกจากสนามบินไปเวเนเชี่ยนแทบจะทุกสิบนาที และใช้เวลาในการเดินทางไม่เกินยี่สิบนาทีค่ะ ที่สำคัญเป็นบริการฟรี ของชอบ ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ มันคงเป็นแผนที่พานักพนันตังยงค์อย่างเช่นพวกเราไปที่คาสิโน แน่ๆเลยค่ะ 

             เมื่อเข้ามาในเวเนเชียนความตื่นตาตื่นใจก็เกิดขึ้น มันสวยงามอย่างที่เคยได้ยินมาจากเพื่อนๆที่เคยมาแล้วว่าต้องมาให้ได้ และพวกเราก็มาแล้วนี่ไง มาถ่ายรูปกันแบบเอาจริงเอาจังกันเลย และดูเหมือนว่าจะมาเสี่ยงโชคกันแบบเอาจริงเอาจังเช่นกัน อิอิ เพราะว่าอันดับแรกเจ้าหมูบินก็พาพวกเราไปทำบัตรสมาชิก เป็นบัตรทองซะด้วย ซึ่งพวกเราก็แห่กันทำตามที่เจ้าหมูบินมันบอก  คือตอนนี้ฝากชีวิตไว้แล้ว มันบอกให้ไปตายก็คงไป (หรือเปล่า) ทำไปโดย  ยังไม่รู้ว่านี่มันบัตรอะไรหว่า สวยดีก็ทำๆไปเหอะ ทำบัตรทองเสร็จแล้วก็ถึงรู้จากการถามเจ้าหน้าที่ว่า มันคือบัตรสมาชิกเวเนเชี่ยนที่จะมีจำนวน Point สะสมเวลาที่คุณไปเล่นไพ่ หรือเล่นพนันอะไรก็ตามในคาสิโน ตามเงินที่ลงไปด้วยประมาณนั้น เมื่อสะสมแต้มครบก็จะได้บัตรเรือโดยสารข้ามไปฝั่งฮ่องกงฟรี ดูสิคะอันนี้ก็มานั่งถามเค้าหลังจากที่ทำบัตรไปแล้วด้วยนะ น่ากลัวจริงๆทัวร์ในครั้งนี้ และที่สำคัญจะทำไปทำไม...ไม่มีใครเล่นซักคน (เพราะไม่มีเงิน อิอิ)

                 เมื่อทำอะไรที่ดูมีสาระที่สุดแล้ว (การทำบัตร) สมาชิกก็บ่นโอดครวญด้วยความหิวโหย เพราะตอนนี้ถึง  เวลากินมื้อกลางวันแล้วค่ะ เราไปหาอาหารอร่อยๆถูกๆลงท้องกันดีกว่า (หาของถูกในเวเนเชี่ยนนี่นะ ?)  แต่เราก็หากันจนได้ค่ะร้านที่ถูกที่สุด ร้านบะหมี่ลูกชิ้นนั่นเอง เป็นอาหารราคาถูกในฟูดคอร์ทอันแสนสวย เหมือนกินมื้อกลางวันกันกลางเมืองปรากก็ว่าได้ เอาน่า อิ่มไปหนึ่งมื้อเพื่อปะทังชีวิตไว้ก่อน จนสุดท้ายก็มาลงเอยกินร้านเดียวกันทุกคน เฮ้อไม่รู้จักบริหารความเสี่ยงกันเล้ยพักพวก

 

                เมื่อกองทัพอิ่มหนำสำราญก็ถึงเวลาเดินถ่ายรูป ซึ่งขนาดนางแบบมืออาชีพยังอายนางแบกหามอย่าง      พวกเรา เพราะไม่ว่าจะมุมไหน ซอกไหน เราชาว The Gang ก็เก็บภาพชนิดจะเอาไปถ่ายปฎิทินกันเลยเชียว แหมก็มันสวยนี้ค่ะ และที่สำคัญการมาเที่ยวเดอะเวเนเชี่ยนในครั้งนี้ทำให้บิ๊กเอ้ของเรา ซึ่งเคยไปยุโรปมาเมื่อปีสองปีก่อน รำลึกถึงความหลังครั้งกระโน้นอีกแล้ว (ต้องบอกว่าอีกแล้วนะคะ) อย่าได้ถาม She เชียวนะ เดี๋ยวเจ๊จัดให้ย้าว 

  

                บ่ายแก่ๆ ก็ถึงเวลามาเก๊าซิตี้ทัวร์กันแล้วค่ะ โดยเป้าหมายแรกโดยแท๊กซี่ออกจากเวเนเชียนคือวัดอาม่า วัดที่ใครๆต้องแวะมาไหว้พระที่นี่ แท็กซี่ที่ขับพาเรามาซิ่งมากเลยค่ะ ที่น่าสงสารที่สุดเห็นจะเป็นบิ๊กเอ้ เพราะตัวใหญ่สุดต้องระเห็จตัวเองไปนั่งหน้าข้างคนขับ (เป็นเมียคนขับไปแล้ว) นั่งแบบเกร็งๆ เพราะการขับรถแบบความหวาดเสียวบวกกับความเตี้ยของหลังคารถ ที่ทำให้หัวบิ๊กเอ้เกือบจะถึงหลังคาอยู่แล้ว อดทนหน่อยนะเพื่อนอีกนิดเดียวจะถึงวัดอาม่าแล้ว (แต่สามคนเบาะหลัง นั่งหัวเรากันอย่างมีความสุข) รักเพื่อนกันจริงนะ 

 

                ตลอดระยะทางจากเวเนเชี่ยนกว่าจะถึงวัดอาม่า คนขับแท็กซี่คุยวิทยุสื่อสารตลอดทาง พวกเราก็ว่ากันไปเรื่อยว่า เค้าโทรหาเมียเค้าด้วยความตื่นเต้น ที่วันนี้มีโอกาสได้รับผู้โดยสารที่เป็นกระเทยต่างชาติ และก็กำลังนินทาพวกเราอยู่ว่าพูดไม่รู้เรื่อง ภาษาอังกฤษก็นิดหน่อย ภาจีนก็ไม่ได้เลย  เสียงก็ดังโวยวายตลอดทาง น่ารำคาญอย่างมากจนทำให้เค้าเครียตก็เลยต้องโทรระบายให้เมียฟังตลอดทางที่พวกเรายังอยู่ในรถ อิอิ

 

                เมื่อถึงวัดอาม่าแท็กซี่จอดให้พวกเราลง ซึ่งมันเป็นทางลงสะพานน่ะค่ะ พวกเราก็เลยยัง งง และ งง ว่านี่มันถึงแล้วหรอ แต่มองข้ามถนนไปอีกฟากมีวัดตั้งอยู่ และมีคนมากมายยืนอยู่ด้วย ก็คงจะใช่แล้วหล่ะ วัดอาม่า แน่แน่

พวกเราข้ามถนนที่มาเก๊าไปวัดอาม่า เป็นการข้ามถนนที่นี่เป็นครั้งแรก น่ากลัวมากค่ะเกือบเอาชีวิตกันไม่รอด เพราะมีรถวิ่งขึ้นลงสะพานอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นไรเอาบิ้กเอ้กันไว้ จนรอดมาได้ และไปไหว้พระได้ดังใจหมาย สาธุ สาธุ 

 

                ที่วัดอาม่ามีพระอยู่หลายจุดด้วยกัน เหมือนศาลเจ้าทั่วไป มีธูปหลายชนิดที่พวกเราไม่เคยเห็นตื่นตาตื่นใจมากค่ะพวกเราก็ได้แค่เดินไปตามจุดต่างๆและยกมือไหว้  เพราะด้วยความที่จุดธูปกันไม่เป็น ไม่รู้ว่าแต่ละจุดต้องไหว้พระอย่างไร อ่านภาษาจีนกันก็ไม่ออก เอาน่าทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเราค่ะ แค่คิดอยากมาไหว้พระ ก็ได้บุญสำหรับพวกเราแล้ว แต่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกหนึ่งที่ไม่ต้องถามใครเลย เป็นตัวคางคกสีทอง ซึ่งบิ้กเอ้บอกว่าอันนี้ลูบแล้วจะรวย ยังไม่ทันที่คำอธิบายจะจบ จิ๊กกี๋ก็ลูบไปแล้วหลายครั้ง ท่องคาถาเดียวกันทุกคนคือรวย รวย รวย  555 เพี้ยง ขอให้รวยสมใจนะเพื่อน จะได้แบ่งกันถ้วนหน้าด้วยจ้า   

               

            จากวัดอาม่าพวกเราก็เดินกันไปเรื่อยๆ เพื่อเข้าตัวเมือง เดินไปแบบไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอะไร เจ้าหมูบินหัวหน้าทัวร์ในครั้งนี้ก็ทำทีเป็นถือแผนที่เพื่อนำทาง อิอิ แต่ท้ายที่สุดถึงแม้จะเดินกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ขึ้นเขา      ลงห้วย เหนื่อยเอาการ โดยเฉพาะการเดินขึ้นเขาค่ะ ประเทศนี้ต้องเดินขึ้นเขาจริงๆ เล่นเอาปวดขาไปตามๆกัน แต่โชคดีที่มียาเส้นคอยคลายกล้ามเนื้อ สูบกันเข้าไป  ชอบเมืองนี้จริงๆเชียวค่ะ นึกจะสูบยาเส้นกันตรงไหนก็ได้ แบบนี้ก็เสร็จ The Gang

                การเดินตามแผนที่มีผิดบ้าง ถูกบ้าง หลงบ้าง เถียงกันบ้าง แต่ท้ายที่สุดยึดมติของหัวหน้าทัวร์เป็นที่สิ้นสุด เพราะคนอื่นๆนั้นไม่มีประสบการณ์ใช้การคาดเดามั่วซั่ว เชื่อไม่ได้ซักคน แต่อยากออกความคิดเห็นกะเค้าบ้าง ทำว่ามีความรู้ ขอให้ได้พูด 555 ท้ายที่สุดก็หมอบและเดินตามหัวหน้าทัวร์ต้อยๆ ปิดปากเงียบด้วยความเหนื่อยและหิว

                ภายในเมืองมาเก๊าเป็นสไตล์ตึกเก่าหรือที่เค้าเรียกว่า Old Building ค่ะ แต่แปลกกว่าบ้านเราตรงที่Landscape เค้าสวย มึขึ้นลง ตึกรามบ้านช่องเค้าก็มีสีสีน คงจะเพราะมีความเป็นจีนปนอยู่ด้วยที่ชอบสีสันบวกกับความงดงามสไตล์โปรตุเกส ออกจะยุโรปๆ เมื่อผสมสนามกันอย่างลงตัว พาให้พวกเราได้ลิ้มรสความงามไม่จบสิ้น สถานที่ก็หลากหลายนะ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก จนทำให้พวกเราเข้าไปชมความงดงามได้หลายโบสถ์ บางที่ก็เข้าไปนั่งหลบความร้อน พักขาให้หายเมื่อย เมื่อหายเหนื่อยแล้วก็เดินกันต่อ

                จริงอย่างเค้าว่ากันค่ะ การที่เรามาเที่ยวกันเองแบบไม่ง้อทัวร์ ทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างแท้จริงของผู้คนที่นั่นอย่างใกล้ชิด ได้พูดคุย ถามทาง ซื้อของ พูดกับเค้ารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่มันก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่คุ้มค่าจริงๆค่ะ

            เดินกันไปเรื่อยๆ ระหว่างทางที่พวกเราเดินทีร้านขนมปังอยู่หลายร้าน จนทำให้พวกเราสนใจที่จะ ลิ้มลองรสชาดขนมปังที่มาเก๊าสักหน่อย ทำถึงมีหลายร้านจังเลย ก็เลยตัดสินใจซื้อ ทั้งที่ยังไม่ค่อยหิวมากเท่าไหร่  และราคาก็ไม่แพงมากค่ะ ประมาณ 3-4 เหรียญต่อ1 ชิ้น ซื้อมาแค่ 2 ชิ้นแล้วแบ่งกันชิมอร่อยดีเหมือนกันค่ะ

                และตาม Concept ของพวกเราในครั้งนี้คือท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตามที่สัญญากันไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทาง  (ไม่รู้จะทำวัฒนธรรมเค้าเสียหายรึเปล่านะ) นอกจากพวกเราจะแวะกันแทบทุกโบสถ์ บางโบสถ์ก็ชะโงกเข้าไปดูเท่านั้น พวกเรายังเดินชมพิพิธภัณฑ์กันที่มาเก๊าอีกด้วยนะคะ เป็นพิพิธภัณฑ์ทางด้านศาสนาคริสต์ ที่อยู่ในโบสถ์แถวๆ ทางไปเซนาโดน่ะค่ะ  โมชิน่ะไม่เท่าไหร่เ รื่องเข้าชมพิพิธภัณฑ์นะ แต่จิกกี๋เพื่อนรักนี่สิ เจ้าแม่ทัวร์วัฒนธรรมตัวฉกาจเชียวนะคะ ชวนไปไหนไปหมดถ้ารู้ว่าเป็นทัวร์วัฒนธรรมค่ะ แต่ถ้าจะใช้ประโยชน์จากหล่อนโดยให้กลับมาเล่าวิชาความรู้ที่ไปดูมาให้ฟังละก็ หยุดคิดได้เลยค่ะ อ่านเอาเองดีกว่า เอิ้กๆ สรุปแล้วไม่รู้ว่าชอบจริงหรือเปล่า แต่  โมชิว่ามันสร้างภาพค่ะ แน่ๆเลยเนี่ย      

                 เดินกันชมเมืองกันไปเรื่อยๆ จนถึงจัตุรัสเซนาโดค่ะ น่าจะเป็นเหมือนย่านเซนเตอร์พอยท์เหมือนบ้านเรา ที่มีทั้งสินค้าแบรนด์แนมคล้ายๆที่ฮ่องกง ร้านอาหารประเภทฟาสต์ฟูดชื่อดังเช่นแมดนัล หรืออื่นๆอีกมากมายที่หาได้ที่นี่ค่ะ แต่ที่ไม่เหมือนบ้านเราคืออาคารบ้านเรือนเค้าสวยทั้งนั้นเลยค่ะ  ตื่นตาตื่นใจได้อีกเหมือนกัน

 

                นอกจากสินค้าแบรนเนมแล้ว เดินเลยจัตุรัสเซนาโดเข้าไปทางซากประตูโบสถ์เซนด์ปอลนั้น สองข้างทางจะมีร้านขนมขายอย่างมากมาย ซึ่งเป็นขนมขึ้นชื่อของมาเก๊าเค้าล่ะค่ะ เช่นทาร์ทไข่ คุกกี้ หมูทุบ หมูแผ่น แค่พวกเราเดินชิมตามร้านต่างๆก็อิ่มกันจนพุงกางไปเลย แต่ยังไม่คิดที่จะซื้อกลับเมืองไทยเพื่อเป็นของฝากหรอกค่ะ  ตั้งใจว่าพวกเราจะมาซื้อขากลับจากฮ่องกงก่อนขึ้นเครื่องกลับเมืองไทย ขอ recommend ว่าทาร์ตไข่ของที่นี่อร่อยมากค่ะ แต่โมชิไม่ได้ซื้อกินหรอกนะคะ เจ้ากมูบินซื้อมาให้กิน ทั้งอ้วน ทั้งหน้าตาดี ใจดี (โมชิก็ตลกรับประทานไปวันๆ ชมกันเข้าไป) ตลอดสองข้างทางรู้สึกว่าเจ้าหมูบินจะกินตลอดทางอยู่คนเดียว ซื้อโน่นนี่มาชิม ซึ่งบางอย่างก็อร่อยดีค่ะ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่คล้ายๆลูกชิ้นอยู่ในน้ำยาขนมจีนบ้านเรามันเค็มๆ น่ะค่ะ โมชิชิมไปคำเดียวก็บายเลย ไปซื้อ        ชาไข่มุกกินดีแก้เลี่ยนดีกว่า ชาไข่มุกที่โน่นรสชาติก็เหมือนชาไข่มุกที่บ้านเรานี่แหละค่ะ ไม่ต่างกันเลย และมันก็คงจะเหมือนกันทุกประเทศนั่นแหละค่ะ

 

                 ตลอดสองข้างทางของร้านขายของฝากต่างๆ การพูดเชิญชวนของพนักงานขายของทำให้รู้เลยว่าพี่ไทยนี่เที่ยวเก่ง และช่างช้อปกันจริงๆ เพราะเมื่อเราเดินทางก็จะได้ยิน "อร่อยๆ" "ชิมก่อน" รวมถึง "คนสวยชิมก่อน อร่อยๆ" แหม............คนที่นี้เค้ารู้จริงแฮะว่าคนสวยมาแย้ว พูดภาษาไทยกันเก่งจริงเชียว

         กว่าที่จะเดินฝ่าฝูงชน ทั้งคนซื้อและคนขายจากร้านขายของฝากแล้ว พวกเราก็หลุดมาจนถึงซากวิหาร    เซนด์ปอล สถานที่ทุกคนไปถ่ายรูป ไม่มาถ่ายถือว่ามาไม่ถึงมาเก๊า

                วันที่พวกเราไปมีคณะทัวร์มาจากหลายๆที่แตกต่างกันไป  แต่ส่วนใหญ่ดูแล้วจะมากันจากแผ่นดินใหญ่และเป็นทัวร์ สว. ซะ 80 % โมชิกลัวที่จะดูกลมกลืนซะจริงๆ พวกเรายืนชมความงามของซากโบสถ์เซนด์ปอล      ซึ่งจินตนาการกันไปต่างๆนาๆว่า ถ้าไม่เหลือแต่ซากแบบนี้ จะงดงามและมโหฬารขนาดไหนกันเนี่ย The Gang ได้แค่ยืนจินตนาการไปเรื่อย จนความสุขถูกทำลายด้วยหนึ่งสมาชิกที่ขอปิดไว้ว่าใครปวดท้องขึ้นมาค่ะ ต้องการหาห้องน้ำกันทันที ซึ่งเป็นความทุข์ของการมาที่มาเก๊าอีกอย่าง ก็คือที่นี่ห้องน้ำหายากมาก และเท่าที่ถามคนที่โน่นดู   เค้าบอกว่าจะอยู่ตามห้างใหญ่ๆค่ะ เอาไงดีล่ะทีนี่ ถึงเวลาเดินหาห้างใหญ่ๆ กันแล้วค่ะ หมดอารมณ์กันเลยทีเดียว ความงดงามของวากวิหารเซนด์ปอล หมดกัน  

                Confirm ว่าห้องน้ำที่นี่หายากจริงๆค่ะ ข้ามถนนไปมาหลายรอบเข้าห้างเล็กๆก็ไม่เจอ ถามคนก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เดินหาอยู่นานพอสมควร แต่ก็ไม่ย่อท้อค่ะ เพื่อความสุขของเพื่อน พยายามเต็มที่ไม่ว่าจะเหนื่อย   แค่ไหน ในใจโมชิก็แอบด่าค่ะ ก้นรั่วกันหรือยังไงวะ ร้องหาห้องน้ำกันทั้งวัน 555 อูย  ...โมชิพูดไม่เพราะอีกแล้น

                การเข้าห้องน้ำของสมาชิกทัวร์นี่ก็ดีนะคะ ทำให้โมชิกับเจ้าหมูบิน นั่งกินเฟรนด์ฟรายที่ซื้อมาจาก          แมคโดนัล ที่คิดว่าจะมีห้องน้ำให้เข้าแต่ดันไม่มีซะนี่ พร้อมกับนั่งเผาปอดกันสองคนอย่างเมามันส์ ให้หายเหนื่อยกันไปเลย  แต่จะว่าไปการตามหาห้องน้ำที่มาเก๊านี่ก็ดีนะคะ ทำให้พวกเราได้รับความรู้อย่างหนึ่งว่า ห้องน้ำในห้างที่   มาเก๊าเนี่ย จะแอบซ่อนอยู่ที่บันไดหนีไฟ หาไม่ดีอาจไม่เจอเข้าได้นะคะ ระวังจะเข้าไม่ทันนะคะ เตือนไว้ก่อน  อิอิ

            เมื่อสองสหายออกจากห้องน้ำมา ก็มานั่งกินเฟร้นฟรายด์กับนักเก็ตที่ซื้อมาต่ออย่างที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองนั้นไปไหนมา  อ้าวตายละซี โมชิไม่ได้ตั้งใจนะ  คราวนี้รู้หมดเลยอ่ะว่าใครที่วิ่งหาห้องน้ำกันให้จ้าละหวั่น ... แล้วยังมากินต่อได้อีก   เพื่อนไม่ได้ตั้งใจนะจ๊ะ ยกโทษให้เพื่อนด้วย 555

                 ได้เวลาออกจากมาเก๊าเพื่อนั่งเรือข้าฟากไปเกาะฮ่องกงซะที เพราะเดินกันมาตั้งแต่บ่ายจนจะเย็นก็เหนื่อยกันมากแล้ว พวกเราจึงเดินกลับไปที่เซนาโด เพื่อเรียกแท็กซี่ไปสนามบินเพื่อขนกระเป๋าที่ฝากไว้ตั้งแต่เช้าค่ะ

                เรื่องน่าจะจบอยู่ที่การข้ามไปเกาะฮ่องกง แต่The Gang เราไม่ธรรมดาอยู่แล้วค่ะ เพราะหลังจากที่เรามารับกระเป๋าที่สนามบิน ปัญหามีอยู่ว่าเราจะไปท่าเรือเพื่อข้ามไปฮ่องกงได้ยังไง เพราะถ้าไปแท็กซี่ มันก็ไม่ไกลมากแท็กซี่ก็ไม่ค่อยอยากไปส่งไปเท่าไหร่ แต่กระเป๋าก็หนัก โดยเฉพาะกระเป๋าบิ๊กเอ้กับจิกกี๋ ซึ่งไม่ใช่เป้ซะด้วย            จึงไม่สามารถสะพายหลังได้ ถือก็ลำบากกันเข้าไปอีก ลองนึกภาพคนที่เพิ่งเข้าหมอชิตครั้งแรก ภาพนั้นเลยค่ะ

                เราลองเสี่ยงที่จะไปถามแท็กซี่เพื่อไปส่ง เพราะกระเป๋าหนักมาก แต่ก็ดันเจอแท็กซี่ที่พูดภาษาไทยได้ และก็ยังบอกอีกว่าว่า เดินไปเถอะไม่ไกล ยิ่งมาคอนเฟิร์มแบบนี้ พวกเราก็ต้องเดินละสิ ตายแน่ละบิ๊กเอ้ จิ๊กกี๋ กระเป๋าพวกหล่อน

                ลองเดินดูก็แล้วกัน ระหว่างทางพวกเราก็เดินไปบ่นไป ยิ่งทำให้เหนื่อย ยิ่งเดินยิ่งไกล ทำไมไม่ถึงซะที   เดินไปเดินมา หันไปมองรอบๆตัวเอง บนท้องถนน รถวิ่งไปมา แม้จะไม่มากนักแต่ก็มีบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ก็คือ ไม่มีใครเดินไปท่าเรือเหมือนพวกเราเลยนะ แล้วคนอื่นๆเค้าจากสนามบินไปท่าเรือกันยังไง ทุกวันนี้พวกเราก็ยังไม่ได้คำตอบเลยค่ะ  นึกภาพขึ้นมาก็ทำให้หัวเราได้ทุกที  เดินกันสี่คนแบกสัมภาระอันหนักอึ้ง สองคนต้องถือซะด้วย ไปหมอชิต แหงๆ แต่ด้วยความพยายามก็เดินมาจนถึงท่าเรือข้ามฟากไปฮ่องกงจนได้แบบปลอดภัยแต่เป็นการเดินทางแบบทุลักทุเลยังไงไม่รู้  

                แล้วการเที่ยว City Tour ที่มาเก๊าก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ภายในหนึ่งวันค่ะ สนุกจริงๆ  ไม่สนุก        ได้ยังไง The Gang เราไปที่ไหนก็ต้องสนุกค่ะ แต่จะสนุกกว่านี้ขึ้นอีกเพราะพวกเราต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่ฮ่องกงหลายวัน ต่อจากนี้ไปสนุกของจริงแน่นอนค่ะ แล้วเจอกันที่อ่องกงต่อไปนะคะ โมชิ โมชิ แล้วเจอกันค่ะ

edit @ 10 Jun 2009 16:18:22 by inlovemoshi

Jim Ka Jui Gang ตะลุยมาเก๊า - อ่องกง ตอนที่ 1 By Moshi Moshi

 

                พบกันอีกแล้วกับการกลับมาของ Moshi Moshi ในครั้งนี้ Moshi มีเรื่องสนุกๆมาเล่าให้ฟังกันอีกเช่นเคยค่ะ กับการผจญภัยของกลุ่ม Jim Ka Jui Gang ในตอน Jim Ka Jui Gang ตะลุย Macau Hong Kong

                 มาเริ่มกันกับการเดินทางในวันแรก วันที่ 17 เมษายน 2009 นัดกันที่ 6 นาฬิกา ณ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ แต่...............โมชิ โมชิ ยังไม่ได้กลับบ้านเลยค่ะ นี่มันตีสี่แล้ว เพราะมัวแต่ไปนั่งสมาธิอยู่กับเพื่อนๆ อีกแก๊งค์หนึ่ง นั่งกินน้ำปานะกันตั้งแต่หัวค่ำจน.......ใกล้เวลาเครื่องออกแล้ว สมาชิกเริ่มโทรปลุกให้ตื่น ไม่ต้องปลุกโมชิค่ะ เพราะยังไม่ได้นอนเลยอ่ะ

                 ถึงเวลาแล้วที่โมชิต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็วิ่งหน้าตั้งหิ้วกระเป๋าใบย่อมๆ ให้เพื่อนสุดที่รักขับรถไปส่งที่สนามบินด้วยความจวนเจียน ..... ไม่อยากจะบอกค่ะว่าโมชิเพิ่งกลับมาจากการ     ไปเที่ยวหลวงพระบางตอนเช้าของวันก่อนหน้าการเดินทางไปกับ Jim ka Jui Gang นี่เอง  ช่วงนี้มีแต่คนถามโมชิว่า เที่ยวมากขนาดนี้ "เป็นไรมากป่ะ"? ...เป็นสิคะ เป็นมากซะด้วย เพราะหลังจากที่กลับจากทริปนี้โมชิก็ไปเที่ยวอินโดต่ออีก 1 ประเทศนะ เวอร์มั๊ยล่ะคะ... เที่ยวเพื่อปลงชีวิตค่ะ ให้มันตายกันไปข้างนึงเลยค่ะ ขำขำ

                 โมชิมาถึงสนามบินด้วยความเหน็ดเหนื่อยอย่างแสนสาหัส ด้วยหน้าตามทีเพื่อนสมาชิกบอกว่าเหมือนไปโดนรุมโทรมมา (ขนาดนั้นเชียว)   ที่สนามบินมีสมาชิก 2 คนรออยู่แล้ว คนแรกที่เจอคือเจ้าหมูบิน                   ที่ยืนตัวอ้วนกลมสูบบุหรี่อยู่ริมทางเดิน ทันที่ที่เห็นโมชิ เจ้าหมูบินก็เข้ามารับ และเดินเข้ามาส่งภายในอาคารผู้โดยสาร ที่เมื่อทั้งคู่เดินด้วยกันก็แยกไม่ออกว่าอันไหนกลิ่นเหล้าอันไหนกลิ่นบุหรี่  

                ภายในอาคารผู้โดยสารขาออก (ต้องเอาขาออกแน่ๆ งั้นไม่ได้ไปเที่ยวนะ) คุณจิ๊กกี๋หนึ่งในสมาชิก ซึ่งเป็นสาวสวยตาโต (แต่) ...........(คิดกันเอาเองค่ะ) นั่งรออยู่แล้ว ซึ่งเป็นที่น่าแปลกมากที่หล่อนตื่นมาแต่เช้าและตรงตามเวลานัด คงเพราะจะได้ไปเที่ยวนั่นเอง ตื่นเต้น  ไม่นานนัก หลังจากที่พวกเรานั่งรอกันอยู่สักพักสมาชิกคนสุดท้ายก็มาถึงนั่นคือบิ๊กเอ้ สาวสวยอีก 1 คน ที่ดูแล้วน่าจะแมนที่สุดในการผจญภัยในครั้งนี้ มาดูกันว่าจะจริงรึเปล่านะคะทุกท่าน ต้องติดตามกันต่อไปกับความสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้นค่ะ

                 จุดหมายปลายทางของเราคือ Macau กับการเดินทางไปกับสายการบิน Air Asia ซึ่ง Air Asia เป็นสายการบินโลวคอส ที่สามารถบินไปมาได้หลายต่อหลายประเทศอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ราคาถูกคุ้มค่าจริงๆค่ะ เครื่องยังไม่ทันออก........โมชิ โมชิ ก็หลับไปแล้วค่ะ....... เหนื่อยอย่างที่สุดค่ะ

             ก่อนที่เราจะไปมาเก๊ากัน มาทำความรู้จักกับสมาชิก Jim Ka Jui Gang ในครั้งนี้กันก่อนดีกว่า และเป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมถึงมารวมตัวกันได้ ไปด้วยกันได้ยังไง เริ่มที่ใครกันก่อนดีล่ะ เริ่มที่หัวหน้าทัวร์เลยก็แล้วกัน เจ้าตัวต้นคิดในครั้งนี้ ถ้าไม่มีเค้าพวกเราไม่ได้มาเที่ยวกันแน่ๆ

 

                นั่นก็คือเจ้าหมูบินของเรานั่งเอง ซึ่งเป็นเด็กที่สุดในการผจญภัยในครั้งนี้ แต่ดูเหมือนว่าจะมีข้อมูลมากที่สุด เป็นที่ฝากชีวิตและความหวังของพวกพี่ๆ ในครั้งนี้ได้อยู่คนเดียว แล้วเจ้าหมูบินเป็นใครกัน ? มารู้จักกับโมชิได้ยังไง โมชิก็ยัง งง งง เหมือนกันค่ะ

                 เจ้าหมูบินเป็นน้องคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการที่โมชิดูแลอยู่ค่ะ แล้วก็มีอะไรบางอย่างที่มาดลใจให้มาสนิทกัน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัย (บ้าๆเหมือนกัน) เครื่องดื่มบางอย่างที่ทำให้คนเข้าใจกันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว (ต้องขอบคุณมันด้วยนะเนี่ย) และที่สำคัญต้องขอขอบคุณเพลง "ใจกลางความเจ็บปวด" ในคืนนั้นที่ปราณบุรี      ที่ทำให้เราสองคนเข้าใจกันมากขึ้น ... 555 จะเวอร์ไปนิด แต่มันก็คือความจริง หลังจากกิจกรรมที่เรารู้จักกัน      ในส่วนของการทำงานของโมชิ เราก็เริ่มสนิทกันเองมากขึ้น จนกลายเป็นพี่น้องกันไปเลย เพราะขนาดไปเที่ยวในครั้งนี้ยังมีคนทักว่าเราเป็นพี่น้องกันเลยค่ะ

                 คนที่สอง ขอให้จิกกี๋ก่อน เพื่อนหัวเหม็นของโมชิ ที่เสียงดังตลอดเวลา และรักเพื่อนเสมอไม่เคยลืมวันเกิดเพื่อนคนไหน และคิดจะซื้อของขวัญให้ทุกคนตลอด น่าประทับใจมาก แต่แทบไม่เคยได้อะไรจากเจ้าหล่อน เพราะเจ้าหล่อนมัวแต่คิดอยู่ในใจ ไม่ซื้อให้ซักที(เพื่อนล้อเล่นนะ เคยได้แล้ว จำได้ อิอิ)   แต่ไม่จริงค่ะจิกกี๋ซื้อของมาฝากโมชิประจำเชียวเช่นน้ำประจำกลุ่มพวกเรา เราเรียกมันว่า "น้ำวิเศษ" นั่งเอง

                 คนที่สามคือ บิ๊กเอ้ เพื่อนสาวอีกคนที่หล่อนบอกว่าหล่อนเป็นเกย์อินเตอร์ คือมี...ทั่วโลก (ขอแอบเข้าใจกันเองนะคะ เพราะเด็กๆอ่านแล้วไม่ดีต่อสุขภาพ) ทั้งสามคนบิ๊กเอ้อายุน้อยที่สุด แต่...ตัวโตที่สุด ดูแลพวกเราได้ นายแมนมากจริงๆ  อยู่ที่ทำงานบิ๊กเอ้ทำทุกอย่างตั้งแต่แบกหามจนถึงชี้นิ้วสั่ง (555) ครบวงจรจริงๆ แต่หล่อนเป็นคนมีน้ำใจช่วยเหลือทุกคน Confirm

                 ทั้งจิกกี๋และบิกเอ้ เป็นเพื่อนร่วมงานของโมชิค่ะ ซึ่งเป็นเพื่อนที่เรียกว่า ตายแทนกันได้ แต่....ให้ใครตายก่อนนี่แหละปัญหาค่ะ ทั้งสามคนไม่ต้องมีครอบครัวของตัวเอง แต่เราเหมือนครอบครัวเดียวกัน เพราะอะไรน่ะหรอคะ เพราะเราใช้กระเป๋าสตางค์ใบเดียวกันค่ะ  ใบเดียวที่ไม่มีเงินเลยซักบาทในตอนนี้ นี่แหละค่ะ มันซึ้งน้ำใจเพื่อนกันดี 

                 สาเหตุที่ทำให้เราไปเที่ยวด้วยกันได้ พุดกันรู้เรื่อง เพราะเราพูดภาษาเดียวกันค่ะ  "ภาษาใจ" แหม ซึ้งกันจิงกันจัง มาติดตามกันต่อค่ะว่า หลังจากการผจญภัยกลับมาพวกเรายังรักกันเหมือนเดิม หรือว่าแตกกันกระจุยกันแน่  555

 

edit @ 10 Jun 2009 15:56:57 by inlovemoshi

edit @ 10 Jun 2009 15:59:07 by inlovemoshi

edit @ 10 Jun 2009 16:02:50 by inlovemoshi

edit @ 10 Jun 2009 16:13:11 by inlovemoshi

edit @ 10 Jun 2009 16:31:39 by inlovemoshi

inlovemoshi View my profile